การแข่งขันแบดมินตันประเภททีมแบบนับแต้มรวม
วันที่: Tuesday, October 04 2011 @ 23:38:18 ICT
หัวข้อหลัก:


โดย รองศาสตราจารย์ ดร. นภพร ทัศนัยนา
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา
บทนำ
กีฬาแบดมินตันได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จนทำให้มีธุรกิจบริการสนามแบดมินตันเกิดขึ้นจำนวนมากกระจายอยู่ในกรุงเทพและเมืองใหญ่ๆ มีการดำเนินการฝึกสอนผู้เล่นให้สามารถเล่นเพื่อสุขภาพและเพื่อแข่งขัน ทั้งในรูปแบบสโมสรแบดมินตัน โรงเรียนแบดมินตัน และชมรมแบดมินตัน มีการจัดการแข่งขันเกือบตลอดเวลาในช่วงวันหยุด โดยเฉพาะในช่วงปิดภาคเรียนของนักเรียนและนักศึกษา รายการแข่งขันส่วนใหญ่จัดแข่งขันประเภทบุคคล ทั้งประเภทเดี่ยว ประเภทคู่และคู่ผสม มีจำนวนน้อยรายการที่จัดแข่งขันประเภททีม หรือทีมชุด ทั้งนี้เพราะการรวมเป็นทีมของนักกีฬาจำนวนหลายคนค่อนข้างยากนั่นเอง แต่ในหลักการพัฒนาการกีฬาในประเด็นที่มุ่งขยายจำนวนนักกีฬาให้มากขึ้น การจัดการแข่งขันประเภททีม เป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด เพราะสโมสรหรือชมรมที่ส่งเข้าแข่งขันต้องพยายามสร้างนักกีฬาเพิ่มขึ้นเพื่อให้มีจำนวนเพียงพอต่อการส่งทีมเข้าร่วแข่งขัน


1. การแข่งขันแบบดั้งเดิม
ในอดีตที่ผ่านมา การแข่งขันประเภททีมมักกำหนดเป็น 5 คู่ ทั้งประเภททีมชุด เช่น โธมัสคัพ กีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย กีฬาแห่งชาติ เป็นต้น หรือ ทีมผสม เช่น สุธีรมานคัพ นักกีฬาในทีมสามารถลงได้ไม่เกิน 2 แมทช์ นับผลแพ้ชนะกัน 3 ใน 5 คู่ กล่าวคือทีมใดชนะ 3 คู่ ถือเป็นฝ่ายชนะและไม่ต้องแข่งขันคู่ที่เหลือ จุดด้อยของระบบการแข่งขันนี้ คือ
1. นักกีฬาบางคนในทีม อาจไม่ได้ลงแข่งขัน ในกรณีที่ทีมของตน ชนะ หรือแพ้ครบ 3 คู่ก่อน
2. ทีมที่มีนักกีฬาเก่งเพียง 3-4 คน ก็สามารถนำทีมไปสู่ชนะเลิศได้โดยจับคู่กัน เพียง 3 คู่แบบลงซ้ำได้ 2 แมทช์ ก็สามารถนำทีมชนะเลิศได้
3. ขัดต่อการพัฒนากีฬาที่มุ่งให้มีจำนวนผู้เล่นเพิ่มขึ้น
4. กรณีรู้ว่าทีมใดมีนักกีฬาเก่งๆ 3 คู่แล้ว ทำให้ทำนายโอกาสชนะได้เลย ทีมอื่นขาดโอกาสลุ้นเพื่อชนะได้เลยแม้ฝีมือจะเป็นรองเพียงเล็กน้อย

2. การจัดการแข่งขันแบบนับคะแนนรวม (Sum Points Model)
เพื่อลดข้อด้อยในการจัดการแข่งขันแบบดั้งเดิม ผมจึงได้ปรับระเบียบการแข่งขันประเภททีมใหม่ โดยมีเป้าหมายหลักดังนี้
1. เพื่อให้ทุกทีมสร้างนักกีฬาจำนวนเพิ่มขึ้น และสามารถส่งทีมเข้าแข่งขันได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬาที่เก่งเลอเลิศทั้งทีม เนื่องจากแต่ละคู่มีโอกาสทำแต้มช่วยทีมได้
2. เพื่อให้ทุกทีมมีโอกาสลุ้นชัยชนะแม้ทีมของตนมีนักกีฬาไม่เก่งทั้งหมดทุกคน
3. สร้างความสนุกสนานในการเชียร์ เพราะนักกีฬาทุกคน ทุกคู่ต้องเล่นอย่างเต็มที่ มุ่งทำแต้มให้ได้มากที่สุดแม้จะไม่ชนะก็ตาม

3. ระเบียบการแข่งขันแบบนับคะแนนรวม (Sum Points Model)
จุดที่เปลี่ยนไปจาการแข่งขันแบบดั้งเดิม คือ การนับคะแนนของทุกคู่ตั้งแต่คู่แรก สะสมจนถึงคู่สุดท้าย ทีมใดได้คะแนนรวมมากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะการแข่งขัน ซึ่งต่างจากเดิม ที่นับผลแพ้ชนะ 63 ใน 5 คู่ และนักกีฬาคนหนึ่ง ลงได้เพียงครั้งเดียวในแต่ละรอบ ระเบียบการแข่งขันมีดังนี้
1. จัดการแข่งขันแบบ 5 คู่ (จำแนกเพศ อายุ ระดับฝีมือ ตามความเหมาะสม)
2. ในทีมมีนักกีฬาได้ ไม่เกิน 13-15 คน
3. ในแมทช์แข่งขัน หรือ รอบ นักกีฬาคนหนึ่ง ลงแข่งขันได้เพียง 1 ครั้ง
4. ในแต่ละแมทช์ ผู้ฝึกสอน/ผู้จัดการทีม จะส่งนักกีฬาลงได้ 5 คู่ โดยสามารถจัดนักกีฬาคนใด คู่กับคนใดก็ได้ ทั้งนี้นักกีฬานั้นต้องมีรายชื่อในการส่งตัวของทีม 13-15 คน ตามใบสมัคร (ในแต่ละรอบแข่งขัน สามารถสลับคู่ หรือนำนักกีฒฬากีฬาที่ไม่ได้เล่นในรอบก่อนหน้าลงได้)
5. การแข่งขันใช้กติการการนับแต้มแบบแรลลี่พอยต์ 40 แต้ม ไม่มีแต้มต่อ กล่าวคือใครได้คะแนน 40 แต้มก่อนถือว่าสิ้นสุดการแข่งขันคู่นั้น
6. การพักระหว่างเกม ให้พัก เป็นเวลา 60 วินาที เมื่อฝ่ายนำได้ 10 แต้มและ 30 แต้ม
7. เปลี่ยนแดน และพัก 60 วินาที เมื่อฝ่ายนำ ได้ 20 แต้ม ลำดับการเล่นยังคงดำเนินต่อไปตามเดิม
8. ผลแพ้ชนะของทีมให้นำคะแนนของทุกคู่บวกสะสมจนถึงคู่สุดท้าย ทีมใดได้คะแนนมากกว่า เป็นทีมชนะ กรณีที่เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน 5 คู่แล้ว คะแนนเสมอกัน ให้นำผลคะแนนคะแนนรวมเมื่อสิ้นสุดคู่ที่ 4 มาตัดสิน ทีมใด้มีคะแนนมากกว่าให้เป็นทีมชนะ
9. การจัดลำดับคู่ลงแข่งขัน ให้ดำเนินการโดยจับฉลากในการประชุมผู้จัดการทีมก่อนแข่งขันและให้ใช้ลำดับดังกล่าวตั้งแต่เริ่มการแข่งขันจนสิ้นสุดการแข่งขัน
10. ระเบียบและข้อบังคับอื่นใดที่ไม่ได้ระบุไว้ในระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบและข้อบังคับการแข่งขันสหพันธ์แบดมินตันโลกที่แปลและปรับปรุงโดยสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปภัมภ์ โดยอนุโลม

4. การประยุกต์ใช้
เพื่อส่งเสริมให้ทุกกลุ่มอายุ เพศ ระดับฝีมือ ได้มีโอกาสร่วมทีมแข่งขัน ผู้จัดการแข่งขันควรกำหนด จำนวนคู่ เพศ อายุ ให้มีความหลากหลาย กระจายครอบคลุมให้มากที่สุด และสามารถกำหนดระดับฝีมือด้วยจะทำให้การแข่งขันสนุกสนานและใกล้เคียงกันมากขึ้น

5. ผลการดำเนินการที่ผ่านมา
การจัดการแข่งขันประเภททีมแบบนภพรโมเด็ล ได้เริ่มจัดขึ้นในรายการ ดับเบิลยู ยู แบดมินตันทีม อินวิเตชั่น ( WU Badminton Team invitation ) เมื่อปี 2542 ที่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอ ท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ในช่วงที่ผมทำงานอยู่ที่นั่น โดยได้จัดค่อเนื่องกัน 4 ปี และหยุดลงเนื่องจากขาดงบประมาณสนับสนุน และเมื่อมหาวิทยบาลัยวลัยลักษณ์ได้เป้นเจ้าภาพกีฬาบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ในปี 2549 ผมได้กำหนดให้เริ่มมีการแข่งขันแบดมินตันประเภททีม โดยกำหนดให้แต่ละทีมมีนักกีฬาไม่น้อยกว่า 13 คน แข่งขัน 5 คู่ โดยกระจากยเป็น ชายคู่ทั่วไป หญิงคู่ทั่วไป คู่ผสมทั่วไป ชายคู่สูงอายุ และคู่ผสมสูงอายุ (ชายอายุไม่น้อยกว่า 45 ปี หญิงไม่จำกัดอายุ) นับคะแนนสะสมรวมทุกคู่เป็นผลแพ้ชนะ ผลปรกฎว่าได้รับความพึงพอใจแก่นักกีฬาและผู้ชมแบดมินตันอย่างมาก และโมเด็ลดังกล่าวได้นำมาใช้ในการแข่งขันกีฬาบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน แต่มีการเพิ่มเติม ประบปรุงบ้าง เช่น เปลี่ยนระบบคะแนนเป็นแบบแรลลี่พอยต์ มีการพักระหว่างแข่งขัน60 วินาที ที่คะแนน 10 และ 30 แต้ม เป็นต้น ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากไม่ได้ระบุกรณีคะแนนสะสมรวมเท่ากันเมื่อสิ้นสุดคู่ที่ 5 มีการประชุมที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นเจ้าภาพ ที่ให้ผู้ชนะมากคู่กว่าเป็นทีมชนะ ซึ่งผมไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เนื่องจาก ฐานความคิดที่ผมเริ่มไว้ เกิดจากการนับคะแนนสะสมรวม ไม่ใช่ผลแพ้ชนะ 3 ใน 5 คู่แบบดั้งเดิม ดังนั้นในโอกาสนี้ ผมจึงเสนอให้ตัดสินดังนี้
? กรณีเมื่อผลคะแนนสะสมรวมเท่ากันเมื่อสิ้นสุดการแข่งขันครบทุกคู่ ให้ตัดสินแพ้ชนะกันโดยนำผลคะแนนสะสมรวม เมื่อก่อนแข่งขันคู่สุดท้ายเป็นเกณฑ์ ทีมใด้ได้คะแนนรวมมากกว่า ให้เป็นทีมชนะ?
หลักคิดก็คือ 1) ยึดหลักคิดเดิมที่กำหนดคะแนนสะสมรวมเป็นผลแพ้ชนะ
2) หลักคิดของการชิงแชมป์ ในกีฬา มวย ถ้า ผู้ท้าชิง ได้คะแนนเสมอกับ แชมป์ แชมป์ยังคงครองแชมป์ต่อไป เช่นเดียวกับกีฬาเปตอง หากฝ่ายตามโยนมาได้ระยะห่างจากเป้าเท่ากับฝ่ายนำ ฝ่ายตามก็ยังเป็นฝ่ายแพ้ที่ต้องเล่นลูกต่อไปจนกว่าโยนได้ระยะใกล้กว่าฝ่ายนำ เป็นต้น

6 ความระทึกในการเชียร์
การแข่งขันประเถททีมแบบนับแต้มรวม ที่คู่คี่สูสีกันมาก คือการแข่งขันกีฬาบุคลากร สกอ.ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แข่งขันกับสถาบันพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งสถาบันพระจอมเกล้าพระนครเหนือชนะเพียง 1 แต้ม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน และอีกคู่หนึ่งเป็นการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ ระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก่อนแข่งคู่สุดท้ายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีคะแนนสะสมรวมมากกว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เมื่อสิ้นสุดการแข่งขันคู่สุดท้ายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกลับมีคะแนนรวมสะสมมากกว่า 1 แต้ม ได้เข้าไปชิงชนะเลิศกับสถาบันพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

7. บทสรุป
จากประสบการณ์ดำเนินการแข่งขันและเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ร่วมชมและนักกีฬาที่ร่วมแข่งขัน ตลอดจนผู้ดำเนินการจัดการแข่งขันแบบ นับคะแนนรวม มีผลดีดังนี้
1. สามารถเพิ่มจำนวนผู้เล่นได้มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเก่งทุกคนในทีม
2. ผู้เล่นทุกคนต้องเล่นเต็มที่เพื่อทำแต้มให้มากที่สุดโดยไม่ต้องสนใจว่าจำแพ้หรือชนะในคู่ของตน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศ
3. นักกีฬาทุกคนในทีมได้ลงแข่งขันเนื่องจากทุกคู่มีสิทธิ์ทำคะแนนให้ทีม ซึ่งต่างจากแบบดังเดิมที่ชนะ 3 คู่ แล้ว คู่ที่เหลือไม่จำป็นต้องลงแข่งขัน
4. เชียร์สนุกตั้งแต่คู่แรกจนคู่สุดท้าย เพราะคะแนนของทุกคู่มีผลต่อทีม
5 ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย เพราะแข่งขันเพียงคู่ละ 40 แต้ม หรือ 2 เกมในการแข่งขันทั่วไป
6 หานักกีฬาเข้าร่วมทีมได้ง่าย เพราะไม่ต้องมีฝีมือดีเยี่ยมนัก ก็สามารถเข้าร่วมทีมได้
รูปแบบการแข่งขันประเภททีมแบบนับคะแนนรวม หรือ sum points model เป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาการแข่งขันแบดมินตัน และส่งเสริมโอกาสนักกีฬาหน้าใหม่ได้ลงแข่งขัน เปิดโอกาสให้ทีมสโมสรเล็กๆ ได้ฝึกนักกีฬาเข้าร่วมทีม ซึ่งหากผู้ดำดนินการแข่งขัน จะนำหลักการ จำกัดมือ หรือ กระจายฝีมือผู้เล่นในทีม ก็จะทำให้การแข่งขันสนุกสนาน คู่คี่ และเชื่อว่าจะมีทีมสมัครเข้าแข่งขันมากขึ้น
สวัสดี
20/09/2011


นี่คือบทความจากเว็บไซต์ แบดมินตันไทย ดอต คอม : badmintonthai dot com
http://www.badmintonthai.com/main

การนำไปใช้ที่เว็บอื่น อนุญาตเฉพาะผู้ที่อ้างอิงว่านำมาจากเว็บไซต์นี้เท่านั้น
http://www.badmintonthai.com/main/index.php?op=NEArticle&sid=629